ติดเชื้อในกระแสเลือด อันตรายแค่ไหน

สาเหตุของการติดเชื้อในกระแสเลือด
นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในปัจจุบันพบว่าจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดมากกว่า 50,000 คนต่อปี โดยสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตัวอย่างเช่น ติดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส การผ่าตัด ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยเด็ก ทารกแรกเกิด โดยการใส่อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งมีโอกาสติดเชื้อในกระแสเลือดสูง

ทั้งนี้เมื่อการติดเชื้อสามารถแพร่กระจายไปทั่วร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้อุณหภูมิในร่างกายไม่สม่ำเสมอ ระบบการเดินหายใจทำงานช้าลง และผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำอย่างรุนแรงจากการติดเชื้อในกระแสเลือดดังกล่าว มักส่งผลให้ภาวะการทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว หมดสติ และอาจทำให้เสียชีวิตได้

อันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อตกอยู่ในภาวะความดันโลหิตต่ำโดยการติดเชื้อในกระแสเลือด
รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำจากการติดเชื้อในกระแสเลือด มักมีอาการหนาว มีไข้สูง  มือและเท้าจะเย็น จังหวะหายใจเร็วขึ้น รู้สึกตัวช้าลง มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ผิวหนังอาจเกิดจุด ปัสสาวะน้อยลง เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะไม่เพียงพอ ส่งผลสู่ภาวะช็อก ในผู้ป่วยบางรายหากเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำร่วม แพทย์อาจให้ยาช่วยเพิ่มความดันโลหิต และต้องได้รับการรักษาเพื่อช่วยกระตุ้นให้หายใจได้ปกติ

ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อโรคบางชนิดมีวิธีที่สามารถป้องกันได้โดย การฉีดวัคซีนในวัยเด็กให้ครบอย่างสม่ำเสมอ ส่วนผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่องควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ โดยงดสูบบุหรี่ ห้ามใช้สารเสพติด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ และควรระวังป้องกันตนเองเมื่อต้องอยู่ใกล้ผู้ป่วยที่เป็นโรคต่างๆ ทั้งนี้หากพบอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที