การดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคเส้นเลือดในสมองตีบ

อัตราผู้เสียชีวิตด้วยโรคเส้นเลือดในสมองของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 3 คนต่อ 1 แสนคนต่อปี โรคเส้นเลือดในสมองเกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้สมองขาดเลือดโดยสมองส่วนนั้นจะลดประสิทธิภาพในการทำงานลงจนถึงหยุดทำงาน โดยอาการที่สมองหยุดทำงานนี้จะเกิดขึ้นเมื่อใดไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ แต่ทั้งนี้เราสามารถรู้ได้ว่าสมองของเรากำลังขาดเลือด ซึ่งจะมีอาการที่ฟ้องว่าเส้นเลือดในสมองตีบมีหลากหลายอาการ ส่วนใหญ่ คือ ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก

การดูแลตัวเอง

  • ในเรื่องอาหารนั้น คุณหมอหลายๆ ท่านจะแนะนำให้รับประทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน ที่จะเน้นทานอาหารที่มีกากใยสูงและไขมันต่ำ
  • ส่วนการพักผ่อนและออกกำลังกาย เพียงแค่ปฏิบัติให้พอดีและเหมาะสมต่อร่างกายแต่ละคนก็เพียงพอแล้ว
  • ถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีกคือควรไปตรวจสุขภาพประจำปีด้วย ก็จะสามารถช่วยป้องกันความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่งและทำให้เรารู้ตัวเตรียมพร้อมรับมือได้ทัน
  • สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงของการเกิดโรคอาจตรวจเฉพาะทางโดยตรวจคราบไขมันที่คอด้วยวิธีอัลตราซาวนด์ ซึ่งถ้าพบว่าคราบไขมันสะสมเยอะ โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นเส้นเลือดในสมองตีบก็มีมาก

นอกจากวิธีที่กล่าวมาข้างต้นแล้วก็อย่าลืมที่จะควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ พยายามลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน งดสูบบุหรี่ และต้องดูแลตัวเองให้ดีทั้งในเรื่องของอาหารการกิน การพักผ่อน และการออกกำลังกาย เมื่อรู้ถึงความน่ากลัวของโรคนี้แล้วไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ก็ต้องดูแลและรักษาสุขภาพให้ดี

ไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

ท่านทราบหรือไม่ว่านอกจากแอลกอฮอล์และยาที่เราทานอยู่ประจำ นอกจากจะทำร้ายไตของเราแล้วยังจะทำร้ายตับของเราเพิ่มอีกด้วย เพราะการที่เรากินยาหรืออาจจะดื่มแอลกอฮอล์บ่อยครั้ง ทำให้มีปริมาณมากที่สะสมอยู่ในร่างกายและด้วยเหตุนี้จึงทำให้ส่งผลที่เป็นอันตรายแก่ตับของเรา การเป็น ไขมันพอกตับ ก็เช่นกัน

ดังนั้นการดื่มหรือรับประทานยาที่มากจนเกินไปนอกจากจะส่งผลต่อไตของเราก็อาจจะทำให้ตับของเราแย่ลงโดยไม่รู้ตัวอย่างที่ทราบกันดีว่าตับของเราเป็นอวัยวะที่ประโยชน์ต่อร่างกายของเราและสำคัญมากอีกด้วย

ซึ่งอาจจะพูดได้เลยว่าตับของเรานั้นเป็นส่วนที่คอยสร้างสารที่สำคัญต่างๆ ตัวอย่างเช่น

ไข่ขาวเหนือ Albumin

ซึ่งจะมีหน้าที่คอยอุ้มน้ำให้คอยอยู่บนหลอดเลือดตลอดเวลา ซึ่งถ้าเกินไข่ขาวในเลือดก็จะต่ำและจะทำให้เกิดอาการบวมเท้าและท้องมานได้อีกด้วย เราพอจะทราบอยู่ว่าตับมีหน้าที่คอยผลิตน้ำดี และยังผลิตเกลือน้ำดีเอาไว้อีกด้วย เพื่อที่จะคอยช่วยย่อยสลายไขมันของเรา

เนื่องจากน้ำดีเหล่านี้ได้ผ่านกระบวนการและถูกขับถ่ายออกมาจากทางเดินของอาหารวึ่งส่งผลทำให้อุจระของเรามีสีออกไปทางสีเหลืองแต่ทว่าทางเดินน้ำดีมีการอุดตันขึ้นมาก็จะส่งผลทำให้สีอุจระของเราออกมาไปทางสีขาว

การสะสมพลังงานของร่างกายก็เป็นหน้าที่ของตับเช่นกัน อย่างเช่น Glucoseและวิตามินต่างๆที่สำคัญตับก็คือกลุ่มพลังงานที่ค่อนข้างมีขนาดที่ใหญ่ที่คอยช่วยสร้างพลังงานให้กับร่างกายของเราซึ่งจะทำหน้าที่คอยสลายสารอาหารให้กับร่างกายของเราตลอดเวลาอย่าสม่ำเสมอ

ถ้าหากตับของเรามีอาการไม่ดีจะส่งผลทำให้ร่างกายของเรานั้นแย่ลงซึ่งจะส่งผลให้เกิดอาการเพลียได้ ซึ่งหากใครที่มีอาการเพลียมากๆควรเช็คตับบ้างก็น่าจะดี

อาหารจำพวก ยา กาแฟ หรือเครื่องดื่มประเภทที่มีแอลกอฮอล์เป็นหน้าที่ของตับที่ต้องกำจัดไปเพราะร่างกายของเราไม่ต้องการซึ่งถ้ากินในปริมาณที่มากก็จะส่งผลให้ตับทำงานหนักมากยิ่งขึ้นเข้าไปอีกเพราะตับหน้าที่หลักของมันก็คือการทำลายพิษเหล่านั้น

ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าหากตับทำงานมากหรือหนักกว่าปกติจะส่งผลให้ตับของเราแย่ลงจนถึงพังได้ ดังนั้นการทานอาหารจึงเป็นเรื่องที่เราควรดูแลเอาใจใส่สักนิดเพื่อผลรวมในทางที่ดีแก่ร่างกายและช่วยให้ตับของเราทำงานน้อยลงก่อนที่จะสายเกินเยียวยา

 

ติดเชื้อในกระแสเลือด อันตรายแค่ไหน

สาเหตุของการติดเชื้อในกระแสเลือด
นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในปัจจุบันพบว่าจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดมากกว่า 50,000 คนต่อปี โดยสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตัวอย่างเช่น ติดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส การผ่าตัด ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยเด็ก ทารกแรกเกิด โดยการใส่อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งมีโอกาสติดเชื้อในกระแสเลือดสูง

ทั้งนี้เมื่อการติดเชื้อสามารถแพร่กระจายไปทั่วร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้อุณหภูมิในร่างกายไม่สม่ำเสมอ ระบบการเดินหายใจทำงานช้าลง และผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำอย่างรุนแรงจากการติดเชื้อในกระแสเลือดดังกล่าว มักส่งผลให้ภาวะการทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว หมดสติ และอาจทำให้เสียชีวิตได้

อันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อตกอยู่ในภาวะความดันโลหิตต่ำโดยการติดเชื้อในกระแสเลือด
รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำจากการติดเชื้อในกระแสเลือด มักมีอาการหนาว มีไข้สูง  มือและเท้าจะเย็น จังหวะหายใจเร็วขึ้น รู้สึกตัวช้าลง มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ผิวหนังอาจเกิดจุด ปัสสาวะน้อยลง เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะไม่เพียงพอ ส่งผลสู่ภาวะช็อก ในผู้ป่วยบางรายหากเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำร่วม แพทย์อาจให้ยาช่วยเพิ่มความดันโลหิต และต้องได้รับการรักษาเพื่อช่วยกระตุ้นให้หายใจได้ปกติ

ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อโรคบางชนิดมีวิธีที่สามารถป้องกันได้โดย การฉีดวัคซีนในวัยเด็กให้ครบอย่างสม่ำเสมอ ส่วนผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่องควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ โดยงดสูบบุหรี่ ห้ามใช้สารเสพติด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ และควรระวังป้องกันตนเองเมื่อต้องอยู่ใกล้ผู้ป่วยที่เป็นโรคต่างๆ ทั้งนี้หากพบอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที

เลี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร

หนึ่งในมะเร็งที่ติด 1 ใน 10 มะเร็งที่คนไทยเป็นกันมากคือมะเร็งกระเพาะอาหาร ซึ่งข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (GLOBOCAN) 2018 ระบุว่า มะเร็งกระเพาะอาหารเป็นสาเหตุการตายอันดับที่ 3 ของการตายจากโรคมะเร็งทั้งหมดทั่วโลกและมีอุบัติการณ์เป็นอันดับที่ 5 ของโรคมะเร็งทั้งหมด โดยพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงและมักพบในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป เพราะฉะนั้นการใส่ใจตรวจสุขภาพ ไม่ละเลยความผิดปกติที่มาเยี่ยมเยือนร่างกาย และรู้เท่าทันโรคมะเร็งกระเพาะอาหารคือสิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจ

รู้จักมะเร็งกระเพาะอาหาร

กระเพาะอาหารเป็นส่วนหนึ่งของระบบย่อยอาหาร มีหน้าที่ย่อยและดูดซึมสารอาหารก่อนที่จะเคลื่อนต่อไปที่ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ สำหรับมะเร็งกระเพาะอาหาร (Gastric Cancer) เกิดขึ้นจากเซลล์เยื่อบุผิวด้านในกระจายมายัง
เยื่อบุผิวด้านนอก สามารถเกิดขึ้นหลายลักษณะ ได้แก่ เยื่อบุกระเพาะอาหาร มะเร็งต่อมน้ำเหลืองกระเพาะอาหาร มะเร็งเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน โดยเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุและหลายปัจจัย

ตัวการมะเร็งกระเพาะอาหาร

ตัวการที่ทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารมีหลายปัจจัย ได้แก่

1) การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter Pylori. (H.pylori) ซึ่งเชื้อแบคทีเรียตัวนี้เมื่อเข้าไปอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารจะสร้างสารพิษ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังเป็นแผลในกระเพาะอาหาร แผลในลำไส้เล็ก ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของเซลล์ กลายเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้ในที่สุด

2) การอักเสบเรื้อรังของกระเพาะอาหารจากอาหารที่กระตุ้นการอักเสบ ได้แก่

อาหารที่มีสารกลุ่ม Polycyclic Aromatic Hydrocarbon (PAH) ปนเปื้อน ส่งผลให้เสี่ยงต่อมะเร็ง พบในส่วนที่ไหม้เกรียมของอาหารปิ้ง ย่าง รมควัน
อาหารที่มีสารโพลาร์ (Polar Compounds) จากการใช้น้ำมันทอดซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง
อาหารที่มีสาร Acrylamide มักพบในอาหารอบกรอบ ทอด ปิ้ง คั่ว
อาหารที่มีสารไนโตรซามีน (Nitrosamine) พบในของหมักดอง อาหารกระป๋อง อาหารปิ้งย่าง อาหารเค็มจัด
อาหารที่มีสาร Heterocyclic Animes (HCAs) จากเนื้อสัตว์ที่ประกอบอาหารด้วยการผ่านความร้อน เช่น อบ ย่าง ต้ม หรือทอด เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหาร มากน้อยแตกต่างกันไปตามลักษณะของการให้ความร้อน
3) อายุ ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งเพิ่มโอกาสการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมากขึ้น

4) เพศ ผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง

5) การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารให้สูงขึ้น

6) เชื้อชาติ ชาวเอเชียพบมากกว่าชาวตะวันตก โดยเฉพาะญี่ปุ่น จีน เกาหลี

7) มะเร็งเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหรือมะเร็ง GIST จากความผิดปกติของเซลล์ในกระเพาะอาหารโดยไม่มีสาเหตุ

8) พันธุกรรม คนในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ทำให้มีความเสี่ยงสูงถึง 70%

9) ผู้ที่มีเลือดกรุ๊ป A มีความเสี่ยงมากกว่ากรุ๊ปอื่น 20%

10) ผู้ที่เคยได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหาร

อาการมะเร็งกระเพาะอาหาร

ผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารส่วนใหญ่มักพบว่าป่วยในระยะลุกลาม เนื่องจากในระยะเริ่มต้นของโรคมักไม่แสดงอาการใด ๆ จนกระทั่งอาการรุนแรงขึ้น

อาการในระยะยังไม่ลุกลาม ได้แก่

  • อาหารไม่ย่อย
  • ไม่สบายช่องท้อง
  • ท้องอืด
  • จุก
  • แน่นท้อง
  • คลื่นไส้
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำหนักลด
  • อาจปวดแสบปวดร้อนที่หน้าอก

อาการในระยะลุกลาม ได้แก่

  • อุจจาระสีดำ
  • เลือดปนในอุจจาระ
  • ปวดท้อง
  • อาเจียนเป็นเลือด
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • คลำได้ก้อนต่อมน้ำเหลืองที่แอ่งไหปลาร้าข้างซ้าย
  • ท้องบวมจากน้ำในช่องท้อง

การตรวจวินิจฉัย

วิธีการตรวจวินิจฉัยมะเร็งกระเพาะอาหารสามารถทำได้โดย

  • ซักประวัติและอาการต่าง ๆ ตรวจร่างกาย ตรวจดูลักษณะก้อนและสิ่งผิดปกติในช่องท้อง ตรวจหาต่อมน้ำเหลืองบริเวณไหปลาร้า
  • ตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ ตรวจเลือด ตรวจการทำงานของตับและไต เป็นต้น
  • เอกซเรย์กลืนแป้ง (double – contrast barium swallow) ตรวจความผิดปกติของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร
  • ส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (esophago – gastro – duodenoscope, EGD) เป็นวิธีที่แนะนำ เพราะทำให้เห็นภายในกระเพาะอาหารทั้งหมด ทำให้เห็นบริเวณที่ผิดปกติและตัดชิ้นเนื้อที่สงสัยไปตรวจหาเซลล์มะเร็งต่อได้ สามารถใช้ในการวินิจฉัยได้มากกว่า 95%
  • ส่องกล้องตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (endoscopic ultrasonography, EUS) ช่วยให้เห็นชั้นต่าง ๆ ของกระเพาะอาหารและความลึกของโรคมะเร็งที่ลุกลาม
  • ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง (computed tomography,CT) ช่วยให้เห็นพยาธิสภาพของกระเพาะอาหาร ตรวจดูการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะต่าง ๆ ในช่องท้อง
  • ตรวจหาการแพร่กระจาย โดยเอกซเรย์ปอด สแกนกระดูก ตรวจด้วย PET/CT Scan
  • ตรวจหาเชื้อ H.pylori โดยการส่องกล้องตัดชิ้นเนื้อ ตรวจสอบจากลมหายใจ ตรวจเลือด ตรวจหาภูมิคุ้มกัน

รักษามะเร็งกระเพาะอาหาร

การรักษามะเร็งกระเพาะอาหารทำได้โดยผ่าตัด ให้เคมีบำบัด และฉายรังสีรักษาขึ้นอยู่กับระยะ อาการ และความรุนแรงของผู้ป่วย

ในช่วงแรกที่มีอาการคล้ายโรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือแผลในกระเพาะอาหาร แพทย์จะให้รับประทานยาฆ่าเชื้อ หากอาการไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ หรืออาการกำเริบเมื่อครบ 6 – 8 สัปดาห์ของการรักษาจำเป็นจะต้องเข้ารับการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารเพื่อการรักษาในขั้นต่อไป

มะเร็งระยะเริ่มแรกที่ยังอยู่ที่ผิวเยื่อบุส่วนมากตัดออกโดยการส่องกล้องกระเพาะอาหาร ระยะเริ่มต้นของมะเร็งกระเพาะอาหาร แพทย์อาจทำการผ่าตัดส่วนที่เป็นมะเร็งออกไป โดยเป็นการผ่าตัดกระเพาะอาหารและการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่มีการกระจายของโรคมะเร็ง จากนั้นจึงให้ยาเคมีบำบัดหลังผ่าตัดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่เหลืออยู่หรือหยุดการเติบโตของเซลล์มะเร็งทั่วร่างกาย

ระยะลุกลามของมะเร็งกระเพาะอาหาร แพทย์จะทำการให้เคมีบำบัดเป็นหลัก ร่วมกับการฉายรังสีรักษาในบางครั้ง หากเกิดภาวะแทรกซ้อนจะใช้การผ่าตัดรักษา เช่น ก้อนมะเร็งอุดกั้นทางเดินน้ำดี เป็นต้น เพราะในระยะนี้หากแพทย์ใช้การผ่าตัดเพียงอย่างเดียว มะเร็งมีโอกาสกลับมาอีกมากกว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้ พร้อมกับการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง บางคนมะเร็งกลับเป็นซ้ำและลุกลามไปอวัยวะอื่น

การตรวจติดตามผู้ป่วยหลังทำการรักษามีความสำคัญมาก เพราะหากเกิดการเป็นซ้ำของโรค แพทย์จะสามารถตรวจพบและทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที ผู้ป่วยจึงควรมาตรวจตามนัดหมายอย่างสม่ำเสมอ

ป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร

  • กินร้อนช้อนกลางทุกมื้อ
  • กินผักผลไม้ให้ได้ครึ่งหนึ่งของปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ
  • เลี่ยงอาหารปิ้ง ย่าง หมัก ดอง เค็ม มัน
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ตรวจคัดกรองมะเร็งกระเพาะอาหารด้วยการส่องกล้องเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป
  • ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ตรวจคัดกรองโดยการส่องกล้องและตรวจหาเชื้อ Helicobacter Pylori เพื่อรักษา

อย่างไรก็ตามการตรวจพบมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะเริ่มต้นมีโอกาสหายได้ แต่คนส่วนใหญ่มักพบในระยะลุกลาม ดังนั้นการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีและตรวจคัดกรองมะเร็งกระเพาะอาหารเมื่อถึงวัยที่เหมาะสม หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย และดูแลสุขภาพให้แข็งแรง คือหนทางการดูแลป้องกันโรคมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะยาว

นอนให้ไวขึ้น เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

การพักผ่อนนอนหลับ ถือเป็นกิจกรรมที่ร่างกายควรได้รับอย่างเพียงพอ เพราะการเข้านอนเร็วหรือการพักผ่อนในระยะเวลาที่เหมาะสม ย่อมมาพร้อมประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายหลายประการ หากทำได้ ก็จะเป็นทางลัดที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของคุณดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เรามาดูกันดีกว่าประโยชน์ของการนอนเร็ว มีอะไรบ้าง

1.ช่วยให้ความจำดีขึ้น

สังเกตได้ง่ายๆ ว่า เวลาที่คุณอดนอน จะไม่สามารถจดจำอะไรได้ดีเท่าที่ควร สมองจะมึนๆ งงๆ ทำอะไรก็เกิดความสับสน ดังนั้นการนอนเร็ว หรือนอนหลับให้เพียงพอนั้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำของสมองได้ดีขึ้น เพราะในช่วงที่คุณหลับสมองจะจัดระเบียบกลไกต่างๆ ในการจดจำให้เข้าที่เข้าทางมากขึ้น ยิ่งนอนเร็ว ก็จะยิ่งจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้นแน่นอน

2.ชะลอความชราก่อนวัย

สาวๆ คนไหนที่ไม่อยากหน้าแก่ก่อนวัย ลองหันมานอนเร็วขึ้น รับรองว่าจะช่วยให้ใบหน้าของคุณเต่งตึงและอ่อนเยาว์กว่าวัยได้มากกว่าเดิม เพราะในช่วงที่นอนหลับร่างกายในส่วนต่างๆ โดยเฉพาะผิวพรรณจะใช้เวลาในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ยิ่งคุณนอนหลับได้มากเท่าไหร่ ผิวพรรณที่หยาบกร้าน มีริ้วรอย ก็จะถูกซ่อมแซมไปด้วยมากเท่านั้น

3.ห่างไกลโรคอ้วน

การนอนเร็วจะช่วยให้คุณลดอัตราการกินจุกจิกในช่วงกลางดึกไปได้ สังเกตได้ว่าคนที่นอนดึกเป็นประจำ ร่างกายมักจะเกิดความหิวในช่วงก่อนนอน ทำให้ต้องหาอะไรรับประทาน และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและกลายเป็นโรคอ้วน การนอนเร็วจะช่วยให้กลไกความหิวนั้นหายไป ส่งผลให้คุณควบคุมน้ำหนักได้ดีกวาเดิม และห่างไกลโรคอ้วนได้ในที่สุด

4.มีความสุขมากขึ้น

สมองจะผลิตสารแห่งความสุขออกมามากในช่วงเวลาที่คุณนอนหลับ ไม่ว่าจะเป็นเมลาโทนิน, ซีโรโทนิน สารเหล่านี้จะทำให้ร่างกายของคุณรู้สึกผ่อนคลาย แฮปปี้มากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า วันไหนที่คุณนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ตื่นเช้าขึ้นมาคุณจะรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า นั่นเพราะร่างกายผลิตสารเหล่านี้ออกมาอย่างพอเพียงในช่วงเวลานอนนั่นเอง

จะเห็นได้ชัดว่าการนอนเร็วนั้น เป็นตัวช่วยที่ดีที่จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของคุณในทุกๆ ด้านดีขึ้น ใครที่ติดพฤติกรรมนอนดึกอยู่ในตอนนี้ ลองปรับตัวเองซะใหม่ แล้วหันมาเข้านอนเร็วโดยควรนอนตั้งแต่ 4 ทุ่มไม่เกิน 5 ทุ่มจะดีที่สุด รับรองได้ว่าคุณจะพบกับตัวเองในเวอร์ชั่นใหม่ที่ดีกว่าเดิมแบบที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนอย่างแน่นอน

Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ ที่คนรักตับเลือกไว้วางใจ

โดยทั่วไปแล้วคนเราทักจะรู้ว่าโรคหัวใจมีอะไรบ้างเกิดจากอะไรบ้าง หรือโรคที่เกี่ยวกับสมองหรือปอด แต่มีคนจำนวนมากอาจไม่รู้ว่าตับของเรานั้นมีโรคที่อันตรายอะไรบ้าง โดยมีดังต่อไปนี้

โรคตับอักเสบ

โรคตับอักเสบคืออะไร โรคตับอักเสบบี เกิดจากที่ตับของเรานั้นได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีโดยเชื้อไวรัสนี้จะเข้าไปทำลายตับของเราและก่อให้เกิดเป็นโรคมะเร็งตับได้ หลายๆคนที่เกิดติดเชื้อนี้ส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้ออยู่ในร่างกาย ส่วนใหญ่การติดเชื้อที่พบส่วนใหญ่ในหลายๆประเทศทั่วโรคเกิดจากการติดเชื้อ จากแม่สู่ลูกขณะที่คลอดลูกนั่นเอง

โรคตับอักเสบ

หมายถึง การอักเสบของตับ โดยตับนั้นมีความสำคัญต่อการมีสุขภาพที่ดีของมนุษย์ และเมื่อตับของคนเรานั้นเกิดอาการอักเสบหรือมีความเสียหาย ตับนั้นอาจจะทำหน้าที่ของตัวเองได้ไม่เต็มที่ไม่ครบถ้วนและด้วยเหตุผลนี้จึงส่งผลต่อสุขภาพของคนเรานั้นเอง ส่วนการอักเสบของตับนั้นเกิดจากการที่เรานั้น ดื่มแอลกอฮอล์ ยาเสพติด หรือเชื้อไวรัส ส่วนในออสเตรเลียไวรัสที่พบมากที่สุดและเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคตับอักเสบ คือไวรัสตับอักเสบเอ ไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี โดยไวรัสมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชียงแต่มีเพียงอย่างเดียวที่คล้ายกัน

หรือเหมือนกันคือส่งผลกระทบโดยตรงต่อตับของเรานั้นเอง โรคตับอักเสบเอ โดยตับอักเสบเอนี้ จะติดต่อผ่านทางอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสดับอักเสบเอ โดยร่างกายของคนเรานั้นสามารถกำจัดเชื้อโรคได้เองภายในระยะเวลาอันสั้นและในปัจจุบันนั้นมีวัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคตับอักเสบเอได้แล้วด้วย โดยโรคตับอักเสบบีนั้นมีทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ที่มักได้รับเชื้อไวรัสนี้เข้ามาในร่างกายจะกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน และจะสร้างภูมิคุ้มกันได้ต่อต้านกับโรคนี้

เนื่องจากปัจจุบันที่มีวิวัฒนาการล้ำสมัย จึงทำให้เราได้มีการรักษาหรือดูแลได้ดีขึ้น จึงทำให้เราได้รู้จักกับ Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่มาช่วยในเรื่องการบำรุงตับให้ดีขึ้น

มะพร้าว ผลไม้ที่คู่ควรต่อสุขภาพ

เชื่อได้เลยว่า มะพร้าว ต้องเป็นหนึ่งในผลไม้โปรดของใครหลายคน เพราะนอกจากจะมาพร้อมรสชาติที่อร่อย หอมหวานแล้ว ในมะพร้าวยังมีน้ำเอาไว้ให้เราได้ดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่น ต่างจากผลไม้อื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้มะพร้าวยังถือเป็นผลไม้ดีมีประโยชน์สูง อุดมไปด้วยสรรพคุณที่ช่วยบำรุงร่างกายในด้านต่างๆ มาดูกันดีกว่าว่า กินมะพร้าวแล้วดียังไง กับ 6 ประโยชน์ของมะพร้าว ผลไม้คลายร้อน ที่ยิ่งกินยิ่งดีกับตัวคุณ

1.มีไขมันดีในปริมาณสูง
ไขมันในมะพร้าว เป็นไขมันอิ่มตัวชนิดดี ที่สามารถขับออกจากร่างกายได้ เมื่อกินแล้วจึงไม่ต้องกลัวอ้วน แต่ก็ต้องกินในปริมาณที่เหมาะสม เพราะถ้ากินมากเกินไป ก็อาจจะกลายเป็นการสะสมไขมันอิ่มตัวในร่างกายจนมากเกินความพอดีได้

2.ช่วยรักษาโรคอัลไซเมอร์
ใครจะไปคิดว่ามะพร้าวก็สามารถช่วยรักษาอาการความจำเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ได้ ด้วยเพราะสารประกอบทรานส์ซิตินและฮอร์โมนเอสโตรเจนที่อยู่ในมะพร้าว มีสรรพคุณในการเสริมสร้างความจำ รักษาอาการที่ผิดปกติของระบบประสาท จึงดีต่อผู้ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องความจำ

3.ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ผู้ป่วยเบาหวาน สามารถกินมะพร้าวได้อย่างปลอดภัย เพราะในมะพร้าวมีปริมาณดัชนีไกลซีมิกต่ำ ซึ่งส่งผลดีในการป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนเกินไป นอกจากนี้ยังมีไฟเบอร์ละลายน้ำได้ ที่ช่วยลดการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตไปเป็นน้ำตาล ทำให้สามารถกินได้โดยไม่ต้องผลกระทบจากน้ำตาล

4.ช่วยบำรุงกระดูก
ในมะพร้าวมีปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอต่อการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกในส่วนต่างๆ ของร่างกาย นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ช่วยเพิ่มชั้นความหนาของกระดูกอ่อน และช่วยลดอัตราการเกิดโรคกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดี

5.ช่วยขับปัสสาวะ
ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะติดขัด ปัสสาวะยาก ปัสสาวะไม่สุด สามารถกินมะพร้าวเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ ให้ดีขึ้นได้ โดยมะพร้าวจะทำหน้าที่ขับสารพิษหรือของเสียที่ตกค้างในกระเพาะปัสสาวะออกมาอย่างเต็มที่ จึงสามารถขับถ่ายปัสสาวะออกมาได้อย่างเป็นปกติมากขึ้น

6.ช่วยลดความดันโลหิต
โพแทสเซียมในมะพร้าว ทำหน้าที่ในการสร้างความสดชื่นให้กับร่างกาย และลดระดับโซเดียมส่วนเกินในร่างกายให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ ส่งผลให้ระดับความดันโลหิตลดลงตามไปด้วย จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง

มะพร้าว ถือเป็นสุดยอดผลไม้ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย และยังเป็นผลไม้ที่หาซื้อได้ไม่ยาก กินได้ง่าย เพราะสมัยนี้มีน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มวางจำหน่ายมากมายทั่วไป ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกกินกันอย่างสะดวกสบายได้มากขึ้นแล้วนั่นเอง

วิ่งเพื่อสุขภาพ สังคมคนรักสุขภาพ

การเดิน และการวิ่งเป็นกิจกกรรมการออกกำลังกายที่ทำได้ง่าย ประหยัด ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ อาศัยเพียงแค่สถานที่วิ่งที่เหมาะสม มีอากาศถ่ายเทสะดวก แถมยังเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายที่ดีต่อระบบต่างๆ ทั้งภายใน และภายนอกร่างกาย


ประโยชน์ที่ได้จากการเดิน และการวิ่ง

◊ การเดิน และการวิ่งเป็นประจำ ส่งผลดีต่อร่างกายทุกระบบ ทั้งร่างกาย และจิตใจ นพ.ภัทรภณ อติเมธิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิ่ง และอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง กล่าวว่า การวิ่งนั้นดีต่อร่างกายในหลายๆ ด้าน

◊ ด้านสุขภาพพื้นฐานทั่วไป ช่วยรักษาระดับความดันเลือดให้เป็นปรกติ การทำงานของหัวใจ ปอด การหายใจดีขึ้น เพิ่มความฟิต และสมบูรณ์ให้กับร่างกาย ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น

◊ ช่วยเบาเทาและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคประจำตัวต่างๆ เช่นหัวใจ โรคความดันเลือด โรคเบาหวาน ช่วยลดระดับไขมันในเลือด และช่วยในการลดน้ำหนัก และควบคุมน้ำหนักได้

◊ ด้านสุขภาพจิต และอารมณ์ ก็มีรายงานว่าการวิ่งช่วยให้อารมณ์ และสุขภาพจิตดีขึ้น ช่วยทำให้ระดับความเครียดลดลง

กิจกรรมการเดินและวิ่ง เหมาะกับใครบ้าง

◊ คนทุกเพศ ทุกวัย สามารถใช้การเดิน และการวิ่งเป็นกิจกรรมสร้างเสริมการออกกำลังกายได้ เพียงแต่ต้องกำหนดเวลา และระยะทางการวิ่งให้เหมาะสมตามสภาพร่างกาย เช่น กลุ่มช่วงวัยเด็ก ควรวิ่งในระยะทางที่ไม่ไกลมากนัก ในขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุ หรือกลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อกำหนด ระยะเวลา และรูปแบบการวิ่งให้พอเหมาะกับความสมบูรณ์ของร่างกาย

การกำหนดเป้าหมายในการวิ่ง ช่วยให้การวิ่งปลอดภัยขึ้น

นพ.ภัทรภณ ยังให้คำแนะนำต่อว่า การวิ่งนั้นไม่ว่าคนในกลุ่มใดก็มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ อาการบาดเจ็บ และ อาการหัวใจหยุดเต้นได้ อันเนื่องมาจากการวิ่งที่หนักเกินกำลังร่างกาย ขาดการฝึกฝนฝึกซ้อมที่สม่ำเสมอ และกลุ่มที่ไม่ทราบว่าตนเองป่วย หรือมีโรคประจำตัว ดังนั้นการกำหนดเป้าหมายในการวิ่งให้ชัดเจน จึงมีส่วนช่วยในการกำหนดการฝึกซ้อม และการเตรียมสภาพร่างกาย

◊ กลุ่มคนที่วิ่งเพื่อสุขภาพ วิ่งไม่หนักมากนัก สามารถสังเกตอาการเจ็บป่วยได้ด้วยตนเอง และควรเริ่มวิ่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เพิ่มระยะทาง ระยะเวลาตามความพร้อม และความสบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย

◊ กลุ่มคนที่ต้องการวิ่งเพื่อการแข่งขันหรือวิ่งในระดับอาชีพ ที่ต้องการพัฒนาการวิ่งของตนเองให้มีระดับสูงขึ้น วิ่งได้เร็วขึ้น นอกจากการฝึกซ้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไป และสม่ำเสมอแล้ว ควรได้รับการตรวจเช็คสภาพร่างกายก่อน เพื่อดูว่าตนเองมีความเสี่ยงในการเกิดโรค หรือโรคประจำตัวอะไรหรือไม่

◊ กลุ่มคนที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือกลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว โรคความดันเลือด โรคหัวใจ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระดูก และข้อต่อ ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อกำหนดรูปแบบและระยะเวลาที่เหมาะสม

วิ่งอย่างไรไม่บาดเจ็บ และไม่ทำร้ายสุขภาพ

อาการบาดเจ็บจากการวิ่ง โดยมากมักขึ้นบริเวณหัวเขา รองลงมาคือส่วนของข้อเท้า ซึ่งอาการบาดเจ็บเหล่านี้สามารถเกิดได้กับนักวิ่งทุกคน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มระยะ และเพิ่มความเร็วในการวิ่ง เร็วเกินไป ในขณะที่สภาพร่างกายยังไม่พร้อม การฝึกซ้อมให้สม่ำเสมอ และทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บได้

ระยะทางและเวลาในการฝึกวิ่งที่เหมาะสม

การฝึกซ้อมการวิ่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป และสม่ำเสมอ สามารถช่วยพัฒนาการวิ่งได้ ซึ่งระยะทาง และระยะเวลาในการฝึกซ้อมนั้น จะขึ้นอยู่กับสภาพความพร้อม และความแข็งแรงของร่างกายเป็นหลัก แตกต่างไปตามแต่ละบุคคล ระยะเวลาการฝึกซ้อมวิ่งที่แนะนำ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ อาจเป็นเป็นการเดิน หรือ วิ่ง วันละ 40-50 นาที 3-4 วันต่อสัปดาห์ หรือ หากวิ่งแล้วมีอาการเหนื่อยมาก พักแล้วไม่หาย ให้ลดเวลาวิ่งลงเหลือ 75 นาทีต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 30 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ก็ได้

วิธีการสังเกตตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง

การสังเกตตนเองสามารถทำได้ในขณะวิ่ง หากมีอาการเจ็บ หรือปวด หน้ามืด วิงเวียนขณะวิ่ง ให้เบาความเร็วในการวิ่งลง หรือ หยุดเพื่อสังเกตการ ไม่ควรฝื่นวิ่งต่อ อีกกรณีหากวิ่งแล้วมีอาการเจ็บ หรือปวดเรื้อรังเป็นเวลานาน เกิน 3 – 4 วัน ให้ลองหยุดพัก และสังเกตอาการ และบรรเทาอาหารเบื้องต้นด้วยการประคบเย็น และยกขาให้สูง หรือหากทำแล้วไม่ดีขึ้น หรือไม่มั่นใจในอาการบาดเจ็บตนเอง ให้ปรึกษาแพทย์รับการวินิจฉัย และเข้ารับการรักษาต่อไป

นอกจากนี้ควรหมั่นฝึกซ้อม และ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่เพิ่มความเร็ว และระยะในการวิ่ง เร็วเกินไป เพิ่มการฝึกเวทเทรนนิ่ง หรือ บอดี้เวท ที่สามารถทำได้ง่ายๆที่บ้าน เพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ก็จะสามารถช่วยลดอาการบาดเจ็บจากการวิ่งได้อีกทาง

ฝากถึง มือใหม่นักวิ่ง

นพ.ภัทรภณ กล่าวทิ้งท้ายสำหรับนักวิ่งมือใหม่ว่า การวิ่งเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ก็ควรทำอย่างใจเย็น ไม่ต้องเร่ง หรือวิ่งให้เร็วตามใคร ควรกำหนดการวิ่งให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง กำหนดเป้าหมายให้จัดเจนว่า จะวิ่งเพื่อสุขภาพ หรือ วิ่งเพื่อการแข่งขัน แล้วกำหนดแผนการให้เหมาะสม หมั่นฝึกซ้อม และทำต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ แบบค่อยเป็นค่อยไป ก็จะช่วยให้การวิ่งมีการพัฒนา สามารถวิ่งได้ตามเป้าหมาย โดยไม่มีอาการบาดเจ็บมารบกวน

มะเร็งปากมดลูกระยะแรก ตรวจเร็ว สามารถรักษาได้

จากรายงานปี 2560 สถาบันมะเร็งแห่งชาติพบผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูกรายใหม่มากเป็นอันดับสองของโรคมะเร็งในเพศหญิง ดังนั้น การตระหนักถึงผลร้ายของโรคและการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งของผู้หญิง รวมถึงผู้หญิงที่เข้ารับการตรวจกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำมักมีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกน้อยมาก โดยบทความนี้ได้รวบรวมเอาข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกระยะแรก วิธีสังเกตอาการของโรค วิธีวินิจฉัย รวมถึงวิธีที่จะช่วยลดความเสี่ยงมาให้ได้ศึกษากัน

โรคมะเร็งปากมดลูกระยะแรกมักไม่ปรากฏอาการผิดปกติให้ผู้ป่วยสังเกตเห็น ด้วยเหตุนี้จึงอาจทำให้หลายคนไม่ทราบตัวว่าตนเองเป็นโรคนี้ ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่เข้ารับการรักษาอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และแม้ว่ามะเร็งปากมดลูกมีแนวโน้มพบมากในผู้หญิงช่วงวัยกลางคนขึ้นไป แต่ก็ยังมีรายงานการพบมะเร็งปากมดลูกในผู้ที่อายุน้อยอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม โรคมะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่มีโอกาสรักษาให้หายสูงเมื่อเทียบกับโรคมะเร็งชนิดอื่น

การวินิจฉัยโรคมะเร็งปากมดลูกระยะแรก
วิธีที่จะช่วยให้รู้ตัวเมื่อเกิดมะเร็งปากมดลูกระยะแรกขึ้นมี ดังนี้

สังเกตอาการมะเร็งปากมดลูกระยะแรก
อย่างที่ได้กล่าวไปว่ามะเร็งปากมดลูกระยะแรกมักไม่ปรากฏอาการให้เห็น แต่หากสังเกตเห็นสัญญาณหรืออาการต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์ทันที
1. มีประจำเดือนนานและปริมาณมากกว่าปกติ
2. มีเลือดออกทางช่องคลอดกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน
3. รู้สึกเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์
4. มีตกขาวมากกว่าปกติ
5. มีเลือดออกทางช่องคลอด หลังจากหมดประจำเดือน
6. ปวดท้องน้อยหรือปวดหลังติดต่อกันโดยหาสาเหตุไม่ได้
7. มีเลือดออกทางช่องคลอดบ่อยครั้ง หลังจากมีเพศสัมพันธ์ ทำความสะอาดอวัยวะเพศ หรือตรวจภายใน

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนควรให้ความสำคัญ เนื่องจากหากตรวจพบได้เร็วก็อาจช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาหาย โดยปกติควรเริ่มตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุ 21 ปีขึ้น โดยการตรวจภายในเพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสามารถทำได้ 2 วิธีด้วยกัน วิธีแรกแปปสเมียร์ (Pap smear) เป็นตรวจเพื่อหาเซลล์มะเร็งในช่วงที่ยังไม่พัฒนาเป็นโรคมะเร็ง วิธีที่ 2 การตรวจหาเชื้อเอชพีวี ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคนี้
นอกจากนี้ ผู้ที่มีความเสี่ยง อย่างผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี มีภูมิคุ้มกันต่ำ สูบบุหรี่ และผู้ที่พบเซลล์มะเร็งจากการตรวจครั้งก่อนหน้า แพทย์อาจนัดมาติดตามอาการและตรวจคัดกรองบ่อยขึ้น
มะเร็งปากมดลูกระยะแรก สามารถรักษาได้ไหม ?
โรคมะเร็งปากมดลูกนั้นถูกจัดเป็นโรคมะเร็งที่สามารถรักษาให้หายได้ และยังมีโอกาสที่จะรักษาให้หายสูงกว่าโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ซึ่งการรักษาอาจเป็นการผ่าตัดหรือเข้ารับรังสีรักษา ขึ้นอยู่กับระยะของโรค สภาพร่างกาย และดุลยพินิจของแพทย์ ทั้งนี้อาจสรุปได้ว่าโรคมะเร็งปากมดลูกนั้นสามารถรักษาให้หายได้ แต่เปอร์เซ็นต์ในการรักษานั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

นอกเหนือจากการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำแล้ว การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจนำไปสู่โรคมะเร็งปากมดลูกก็เป็นสิ่งที่ควรทำเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น รับวัคซีนป้องกันเชื้อเอชพีวี สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และงดการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย เนื่องจากเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชพีวี เป็นต้น

นอกจากนี้ หากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการมะเร็งปากมดลูก มีความเสี่ยงต่อโรคนี้ หรือมีอาการผิดปกติอื่นใด ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อเข้ารับการตรวจภายในโดยเร็ว

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บ : pobpad.com