เรื่อง วัลแคน

หลายๆ คนรู้ดีว่าในระบบสุริยะของเรานั้นจะประกอบด้วยดวงอาทิตย์ และวัตถุอื่นๆ ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์อันได้แก่ดาวเคราะห์บริวารของดวงอาทิตย์ทั้ง 8 ดวง และดวงจันทร์บริวารที่มีดารค้นพบแล้ว 166 ดวง ดวงเคราะห์แคระ 5 ดวง และดวงจันทร์บริวารที่มีการค้นพบแล้ว 4 ดวง วัตถุเล็กๆ อื่นๆ อีกนับล้านชิ้น ในไม่กี่  ศตวรรษที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์มีความเชื่อว่าน่าจะมีดาวเคราะห์อีก 8 ดวงที่อยู่ภายในระบบสุริยะของเรา

ถ้าหากว่าเรานั้นจะพูดถึงเรื่องของดาราจักร  หรือจักรวารนั้นมันก็คงเป็นเรื่องที่ดุเหมือนว่าจะกว่าเกินไป และถ้าหากว่าจะพูดถึงเรื่องของดวงดาวต่าง ๆ ที่มีอยู่ในจักรวารนี้มันก็คงจะพุดไม่หมดเป็นแน่ ระบบสุริยะนั้นมีดวงดาวต่าง ๆ มากมายภายในระบบแห่งนี้ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงเชื่อว่ายังมีดาวเคราะห์อีกที่เรายังไม่สามารถค้นพบได้ วัลแคน (Vulcan) เป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามีอยู่จริงในระบบสุริยะ

วัลแคน นี้เป็นดาวเคราะห์สมมติที่เชื่อกันว่ามันอยู่ระหว่างดาวพุธกับดวงอาทิตย์ของเรานั้นเอง ซึ่งไม่กี่ศตวรรษที่ผ่านมาดาวเคราะห์ดวงนี้ได้ถูกเสนอขึ้นมา จากที่นักดาราศาสตร์ได้มีการสังเกตว่าดาวพุธได้มีการเปลี่ยนแปลงวงโคจรของมันเล็กน้อยหลังจากที่มีการโคจรรอบดวงอาทิตย์ในทุก ๆ ครั้ง ในปี 1859

นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Urbain Jean Joseph Le Verrier เขาได้มีการเสนอว่าสิ่งนี้เกิดจากแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ ที่ยังไม่มีการถูกค้นพบ ซึ่งมันจะอยู่ระหว่างดาวพุธกับดวงอาทิตย์ และเขาก็ได้เรียกมันว่าวัลแคน ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งไฟและการหลอมโลหะ โดยนักดาราศาสตร์ท่านี้ยังได้เสนออีกว่าดาวเคราะห์สมมติดวงนั้นจะไม่สามารถมองเห็นได้เพราะว่ามันอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากเกินไป  ซึ่งวัลแคนถูกมองว่ามันเป็นดาวเคราะห์ดวงแรงของระบบสุริยะ ถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนก็ตาม

ซึ่งอาจจะเป็นว่านักดาราศาสตร์ท่านนี้เป็นบุคคลที่มรอำนาจในทางดาราศาสตร์มาก่อน โดยที่เขาได้มีการเสนอเรื่องของดาวเนปจูนหลังจากที่เขาได้มีการสังเกตว่าดาวเคราะห์ที่ยังไม่มีการถูกค้นพบดวงนี้  นั้นกำลังเปลี่ยนวงโคจรของดาวยูเรนัส แต่ว่าเมื่อปี 1915 ความเชื่อของดาววัลแคนก็ได้เปลี่ยนไปเมื่อทฤษฏีสัมพันธ์ภาพทั่วไป  ของ Albert Einstein ได้มีการหักล้างทุก ๆ

ความเชื่อเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของวัลแคน  โดยที่ไอสไตน์ได้กล่าวว่าวัตถุขนาดใหญ่เช่นดวงอาทิตย์สามารถหันเวลาและพื้นที่ดังนั้นวงโคจรของดาวพุธจึงมักจะเปลี่ยนไป เนื่องจากว่ามันเดินทางผ่านเวลาของอวกาศที่มีความบิดเบี้ยวซึ่งเกิดจากความใกล้ชิดจากดวงอาทิตย์นั้นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์