เบาหวานโรคร้ายใกล้ตัว

โรคเบาหวานจัดเป็นโรคที่มีอาการป่วยแบบเรื้อรังแต่ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มเป็นโรคที่จะสามารถติดต่อกันได้ถ้าหากใกล้ชิดกัน เป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากทั้งสองส่วน ทั้งทางพันธุกรรมและการดำเนินชีวิตประจำวันและสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัว ลักษณะของโรคเบาหวานก็คือจะพบว่าน้ำตาลในเลือดสูง จะนำไปซึ่งความผิดปกติของการทำงานของระบบต่างๆทั่วทั้งร่างกาย ก็จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆได้ตั้งแต่ภาวะเฉียบพลันจนไปถึงระยะเรื้อรังนั่นเอง 

โดยโรคเบาหวานนั้นจะถูกแบ่งออกเป็นประเภทที่1 สามารถพบได้ในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่น และประเภทที่2 เป็นประเภทที่สามารถเกิดโรคนี้ได้เป็นส่วนใหญ่มักจะพบในช่วงอายุผู้ใหญ่ ก็จะมีอาการที่ค่อยๆเป็นและเริ่มเกิดการเรื้อรังนั่นเอง และโรคเบาหวานนั้นสามารถรักษาได้โดยการกินยาหรือใช้ยาในการรักษาและจะต้องมีการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามที่แพทย์สั่งด้วยนั่นเอง

โดยยานั้นจะมีทั้งยาเม็ดที่สามารถนำกลับมารับประทานที่บ้านได้และยาฉีดแต่ยาฉีดนั้นจะต้องเป็นการฉีดโดยแพทย์เจ้าของไข้เท่านั้น และสิ่งที่ควรทำในช่วงที่เป็นโรคเบาหวานนั้นก็คือการควบคุมเรื่องของอาหาร ควรรับประทานอาหารที่ดีให้ประโยชน์แก่ร่างกายและงดหรือหลีกเลี่ยงอาหารที่มีความหวานหรือน้ำตาลด้วย และมีการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ3-5ครั้ง และหากิจกรรมที่สามารถช่วยในเรื่องกรลดความเครียดได้และเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมกับช่วงวัยด้วยนั่นเอง 

สิ่งสำคัญสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวานก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมีการติดตามผลการรักษาของตนเองว่าดีขึ้นและการดูแลตัวเองที่มากขึ้น การหาความรู้เกี่ยวกับโรคที่ตนนั้นกำลังเป็นอยู่ว่าเรานั้นจะต้องปฏิบัตินอย่างไรบ้างและการให้ความร่วมมือกับหมอเพื่อให้การรักษาโรคเบาหวานนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วย และถ้าหากเราเกิดเป็นโรคเบาหวานไม่ว่าจะขั้นไหนนั้นเราจะต้องมีกำลังใจในการต่อสู้กับโรคนั่นเอง 

ส่วนเบาหวานและการลดน้ำหนักนั้นถือเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันโดยตรง เพราะคนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคเบาหวานนั้นน้ำหนักจะเกินอ้วนและถึงขั้นอ้วนมากทำให้พบน้ำตาลในเลือดสูงตั้งแต่อาการเบาไปจนหนักด้วย ดังนั้นการลดน้ำหนักถือเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานนั่นเองรวมไปถึงการลดความเสี่ยงในเรื่องของการเกิดความดัน ไขมัน โรคเกี่ยวกับสมอง โรคหัวใจ โรคข้อด้วย และทางโรงบาลส่วนใหญ่นั้นเมื่อพบคนไข้ที่เป็นโรคเบาหวานทางโรงพยาบาลก็มีศูนย์ในการช่วยควบคุมน้ำหนักให้ด้วยนั่นเอง

การเป็นโรคนั้นๆม่ว่าจะโรคอะไรก็ถือเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายแก่ร่างกาย สภาพจิตใจรวมไปถึงชีวิตด้วย ดังนั้นการเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆนั้นเป็นสิ่งที่ดีดีกว่าเกิดเป็นโรคต่างๆแล้วค่อยมาดูแลนั่นเอง เราจึงหมั่นออกกำลังกายและเลือกทานแต่อาหารที่ดีมีประโยชน์และทานในปริมาณที่เหมาะสมเพียงพอต่อร่างกายกันเถอะ

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยลาวจ่ายบาทละเท่าไร

ผลไม้ที่ช่วยในเรื่องของการระบายลดอาการท้องผูก

เชื่อว่าหลายหลายคนมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการท้องผูกเพราะปัจจุบันคนส่วนใหญ่ไม่ชอบนิยมทานผักซึ่งวิธีการแก้ปัญหาของคนส่วนใหญ่มักจะเป็นการซื้อยาระบายมาทานซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องเพราะหากเราต้องทานยาระบายทุกครั้งที่เรามีอาการท้องผูกจะทำให้ร่างกายของเราจดจำและเราจะต้องกินยาระบายไปตลอดดังนั้นเราจึงควรหาวิธีที่ดีที่สุดเพื่อให้ร่างกายของเราได้ขับถ่ายได้ด้วยตนเอง

วันนี้ทางเว็บ แทงหวยออนไลน์ จะมาแนะนำผลไม้ที่จะช่วยให้เราขับถ่ายได้ดีขึ้นโดยที่ไม่ต้องพึ่งยาระบายอีกต่อไปซึ่งผลไม้ที่มีสรรพคุณที่ช่วยในการระบายการขับถ่ายให้ดีขึ้นนั้นมีดังต่อไปนี้

  1.  ข้าวโพดคุณรู้หรือไม่ว่าข้าวโพดถือเป็นธัญพืชที่มีประโยชน์อย่างมากมีรสชาติที่หวานอร่อยและกินง่ายสามารถนำมาต้มกินหรือนำฝักอ่อนของข้าวโพดมารับประทานกับน้ำพริกก็ได้เนื่องจากข้าวโพดมีกากใยอาหารสูงจึงสามารถช่วยให้เราขับถ่ายได้ดีขึ้นคนส่วนมากนิยมทานข้าวโพดในรูปแบบของขนมเช่นข้าวโพดอบเนยซึ่งการทานแบบนี้ถึงแม้จะช่วยเรื่องของระบบขับถ่ายแต่ก็ทำให้เราอ้วนได้ด้วยดังนั้นการกินข้าวโพดเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดควรกินข้าวโพดต้มธรรมดาที่ไม่ผสมกับอย่างอื่นเลย 
  2. แก้วมังกรผลไม้ที่มีรสหวานอร่อยอุดมไปด้วยสารอาหารทั้งวิตามินบีและวิตามินซีในแก้วมังกรจะมีกากใยอาหารเยอะมากดังนั้นเมื่อเราทานเข้าไปมันจะไปกระตุ้นระบบขับถ่ายของเราให้ดีขึ้นช่วยรักษาอาการท้องผูกของเราได้ด้วยแก้วมังกรเป็นผลไม้ที่หาซื้อได้ง่ายตามตลาดหรือห้างสรรพสินค้าทั่วไปและราคาไม่สูงมากนักสามารถซื้อมากินได้ตลอด
  3. ส้มผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวอมหวานสามารถหาซื้อได้ตลอดทั้งปีผู้คนส่วนใหญ่นิยมทานส้มหรือนำมาไหว้เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ส้มมีประโยชน์หลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องของเป็นยาระบายเพราะมีวิตามินซีสูงรวมถึงมีกากใยอาหารสูงอีกด้วยคนที่ต้องการผิวสวยมักจะกินส้มเป็นประจำการทานส้มไม่ทำให้อ้วนและส้มทานได้ทั้งเป็นแบบผลหรือคันเป็นน้ำผลไม้และหากใครที่กินเป็นน้ำผลไม้ควรกินเป็นแบบน้ำส้ม 100% ไม่ควรผสมน้ำตาลเพราะนอกจากจะได้ประโยชน์แล้วอาจจะอ้วนเพราะน้ำตาลได้อีกด้วย
  4. ฝรั่งเป็นผลไม้ที่หากินได้ง่ายมากและเป็นผลไม้ที่ออกทั้งปีมีทั้งวิตามินซีและไฟเบอร์สูงช่วยได้อย่างยิ่งเกี่ยวกับระบบขับถ่ายและป้องกันโรคท้องผูกที่สำคัญกินแล้วไม่อ้วน

นี่เป็นค่าผลไม้บางส่วนที่นำมาแนะนำให้ทราบถึงประโยชน์ในเรื่องของการเป็นยาระบายยังมีผลไม้อีกหลายชนิดที่เราสามารถหาซื้อมากินได้แล้วช่วยรักษาอาการท้องผูกทำให้เราถ่ายคล่องขึ้นโดยที่เราไม่ต้องไปพึ่งยาระบายอีกต่อไป

ซวยเพราะ รพ. คัดกรองสะเพร่า

การรับบริจาคเลือดนั้นคุณจะสามารถที่จะแน่ใจได้แค่ไหนกัน

ก่อนหน้านี้มีการพูดถึงเรื่องที่มีผู้ป่วยที่เขานั้นเป็นลูคีเมียได้รับเลือดที่มีคนมาบริจาค แต่ว่าเลือดที่ได้มานั้นดันมีเชื้อเอดส์ติดมาด้วย ซึ่งทางครอบครัวของเขานั้นมีความรู้สึกว่าลูกชายของตนกำลังจะหายแต่ต้องกลับมาเจอเชื้อเอดส์ที่ติดมากับเลือดอีก แถมโรงพยายาลนั้นที่เป็นเอกชนกับไม่สนใจใยดีเลยด้วยซ้ำ และอดีตแพทย์ก้ได้ออกมาพูดถึงเรื่องราวเหล่านี้ว่าจะมีสัก 1 ในล้านเพียงเท่านั้นที่จะเจอเหตุการณ์แบบนี้เขายังบออีกว่าต่อให้มีการคัดกรองดีแค่ไหนก็สามารถเจอกับเหตุการณ์เหล่านี้ได้เช่นกัน

อุทาหรณ์ “เลือด” บริจาค

เหตุการณ์เหล่านี้สร้างความสะเทือนใจให้กับวงการที่เกี่ยวข้องกับการบริจาคเลือดเป็นอันมาก โดยหนุ่มที่เป็นลูกครึ่งระหว่าไทยกับญี่ปุ่นคนนี้เขาได้มีอาการป่วยที่เกิดจากสาเหตุมะเร็งเม็ดเลือดขาว และได้ทำการรักษาด้วยการเข้าคอร์สให้เกร็ดเลือดกับโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งหนึ่ง โดยเขานั้นได้เข้าทำการให้บริจาคเลือดเป็นจำนวน 14 ครั้ง ซึ่งต้องบอกว่าอีกแค่นิดเดียวเพียงเท่านั้นน้องก็จะหายเป็นปกติแล้ว แต่ในระหว่างทำการรักษาน้องนั้นได้ตรวจเจอเชื้อเอดส์ในรอบที่ 12 ของการรักษานี้ โดยครอบครัวของน้องได้ออกมาพูดถึงเรื่องที่ไม่มีใครออกมารับผิดชอบเลยสักคน แถมเขานั้นหมดเงินกับค่ารักษาพยาบาลไปแล้วร่วม 7 ล้านบาทอีกด้วย

สำหรับน้องนั้นเขาได้มีเชื้อมะเร็งตั้งแต่อายุประมาณ 9 ขวบได้ ซึ่งสำหรับตอนนี้น้องก็ได้อายุ 24 ปีแล้วโดยน้องนั้นมีการรักษารวมๆแล้วคิดเป็นเงินก็น่าจะราวๆ 7 ล้านบาทซึ่งการรักษาเริ่มแรกนั้นน้องก็ได้ทำการรักษาโดยการทำคีโมแบบปกติ แต่ในการรักษานั้นทำให้น้องเป็นเม็ดเลือดขาวด้วย จึงต้องจำเป็นที่จะอาศัยเลือดเพื่อเป็นการเพิ่มเลือดให้แก่น้องโดยการให้เลือดนี้จะต้องทำถึง 14 ครั้งด้วยกันแต่ว่าน้องนั้นก็มีอาการดีขึ้นเรื่อยๆตามควรที่จะเป็นแต่การรักษานี้ถึงจำนวนครั้งที่ 12 น้องก็ได้มีอาการทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งทางแพทย์ก็ได้เข้ามาแจกแจงว่าน้องนั้นได้มีวัณโรคเข้ามาแทรกจะต้องทำการรักษาโรควัณโรคนี้ประมาณ 6 เดือนถึงจะหายหรือดีขึ้น

หลังจากนั้นได้ไม่นานทางแพทย์ก็ได้มีการเข้ามาพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ว่าทั้งสองนั้นมีใครบ้างที่มีเชื้อ HIV ซึ่งทางพ่อแม่ก็ได้แจ้งไปว่าทั้งคู่ไม่มีใครเลยที่ติดเชื้อเหล่านี้

จึงทำให้ทราบว่าน้องนั้นได้ ติดเชื้อ HIV หายได้ไหม เหล่านี้แล้วโดยมีการติดมาจากผู้ให้บริจาคเลือดนั่นเอง ในขณะที่ทราบเรื่องทางผู้ปกครองก็ไม่ได้เอาความแต่อย่างใด เพียงแค่ต้องการให้ทางแพทย์รักษาน้องให้ดีและพยายามรักษาให้หายจากโรคเหล่านี้

กินเพื่อล้างพิษในร่างกาย

กินเพื่อล้างพิษในร่างกาย
ปัจจุบันนี้ร่างกายของพวกเราจำเป็นต้องผ่านอะไรล้นหลามอีกทั้งในด้านกายภาพ ด้านอากาศ โดยยิ่งไปกว่านั้นในเรื่องของอากาศที่อยู่ภายในร่างกายของพวกเราในลักษณะของพิษ แล้วเมื่อเข้าไปสู่ภายในร่างกายรวมทั้งสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ มันก็จะมีผลต่อพวกเราอย่างแน่แท้ เมื่อก่อนที่มันจะมีผลร้ายต่อสภาพทางร่างกายพวกเรา พวกเราก็ควรจะที่จะปกป้องเอาไว้ก่อน ด้วยการกินอาหารที่ได้ผลดีต่อสุขภาพพวกเรานั่นเอง ดังเช่นผลไม้ตระกูลนี้

– สาหร่าย ป็นพืชที่เป็นประโยชน์ในด้านแคลเซียมรวมทั้งธาตุเหล็ก ซึ่งมีส่วนสำคัญสำหรับเพื่อการบำรุงกระดูกรวมทั้งเลือด ขณะเดียวกันนี้ยังช่วยดูดซับรังสีต่างๆไม่ว่าจะเป็น คลื่นวิทยุ โทรศัพท์ แม่เหล็กไฟฟ้ารวมไปถึงคลื่นไมโครเวฟ นอกนั้นยังสามารถที่จะจับโลหะหนักและก็ขับออกมาจากร่างกายได้อีกด้วย

– หัวหอมใหญ่ เป็นพืชชนิดหัวที่มีสารที่เรียกว่า ฟลาโวนอยด์เควอเซทิน ซึ่งสารดังที่ได้กล่าวมาแล้วจะช่วยปรับผิวพรรณของเราให้ผ่องแผ้วแจ่มใสและธาตุฟอสฟอรัสจะส่งเสริมให้มีความจำดียิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยในด้านการลดระดับ คอเลสตอรอล LDL ซึ่งเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคหัวใจ ที่สำคัญยังช่วยสำหรับการรักษาให้ระดับน้ำตาลคงเดิมคงที่ ซึ่งเป็นผลดีสำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน

– มะนาว รสเปรี้ยวของมะนาวสามารถเพิ่มความอร่อยในมื้อของกินของพวกเราได้ แต่ว่าในด้านการล้างพิษนั้นสามารถทำได้ง่ายดายมากๆ เพียง นำน้ำมะนาวผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่ม ซึ่งจะมีส่วนช่วยทำให้เลือดสะอาดขึ้น แต่ว่าหากผสมกับโยเกิร์ตรวมทั้งน้ำผึ้งก็ช่วยล้างพิษในไส้ได้แล้วก็มีส่วนช่วยโรคท้องผูกได้อีกด้วย

– กระเจี๊ยบ น้ำกระเจี๊ยบมีส่วนในด้านแนวทางการทำความสะอาดเชื้อแบคทีเรียแล้วก็เชื้อไวรัสออกมาจากทางระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของโรคกระเพาะอักเสบของบรรดาเหล่าวัยรุ่นที่ทำงาน ซึ่งในน้ำกระเจี๊ยบจะมีสารที่สามารถฆ่าเชื้อโรคที่ว่าได้

– ทับทิม ผลของทับทิมมีสารแอสไพรินซึ่งเป็นสารแบบเดียวกับแอสไพรินในยาพารา ซึ่งกระนั้นเอง ทับทิมก็เลยมีส่วนช่วยสำหรับการล้างพิษ ลดการได้รับเชื้อและก็การอักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีลักษณะอาการไขข้ออักเสบ ปวดบวมหรือบอบช้ำ ควรจะกินเพราะว่าจะลดอาการลงได้ นอกนั้นทับทิมมีเส้นใยสูง ก็เลยทำให้ถ่ายของเสียได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น

– ส้มโอ เป็นผลไม้ที่มีสารที่ชื่อว่าเพกตินซึ่งเป็นเส้นใยชนิดหนึ่ง เลยทำให้ส้มโอสามารถที่จะช่วยลดระดับคอเลสตอรอลในเส้นโลหิต อีกทั้งยังสามารถที่จะป้องกันไม่ให้โลหะหนักทำร้ายร่างกายได้อีกด้วย ที่สำคัญที่สุดยังช่วยเพื่อการต้านทานการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะแล้วก็ตับอ่อนได้อีกด้วย

นอกจากยังนี้มีผักอีกหลายประเภทซึ่งสามารถเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายของพวกเราได้ เพียงพวกเราอาจจะยังไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ฟังมาก่อน นี่เป็นเพียงแค่ผักไม่กี่ประเภทที่มีให้เห็นตามตลาดรวมทั้งสามารถหาซื้อได้ง่ายทั่วๆ ไป สำหรับคนที่พึงพอใจสามารถที่จะกระทำตามได้ แต่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ก่อนกินผลไม้ทุกประเภท ก็ควรจะที่จะชำระล้างซะก่อน ด้วยเหตุว่าการตกค้างสารพิษจากปุ๋ยเคมีบางทีก็อาจจะยังคงหลงเหลืออยู่ในผักและก็ผลไม้นั้นๆ

รู้จักหรือไม่? โรคเลือดออกในสมอง

รู้จักหรือไม่โรคเลือดออกในสมอง
โรคเลือดออกในสมองเป็นโรคในกลุ่มของโรคสมองขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมอง คือ อาการของภาวะหลอดเลือดสมองเสื่อม พบมากในวัยชรา รองลงมาก็กลุ่มคนวัยทำงาน ในปัจจุบันพบผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง และพฤติกรรมในการใช้ชีวิตต่างๆ

สังเกตอาการโรคหลอดสมอง
ในทุกๆ วันที่เราต้องเผชิญกับชีวิตที่เหน็ดเหนื่อยบ้าง สบายบ้าง จนเราอาจลืมสังเกตตัวเองไป เมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็ควรที่จะหันมาให้ความรักกับตัวเองบ้าง โดยหากพบว่าตัวเองหรือคนรอบข้างกำลังเผชิญอาการ 8 ข้อดังต่อไปนี้ ให้สันนิษฐานไว้ว่ากำลังอยู่ในภาวะโรคเลือดออกในสมอง

1. ปวดศีรษะอย่างรุนแรง และฉับพลัน
2. แขนขาเริ่มอ่อนแรง อาจเกิดพร้อมกันทั้งสองข้าง หรืออาจเป็นข้างใดข้างหนึ่ง
3. ใบหน้า แขน มือ หรือขา มีอาการชาแบบเฉียบพลัน
4. พูดลำบาก พูดไม่ได้ หรืออาจปากเบี้ยว หน้าเบี้ยว
5. จู่ๆ ก็มีอาการตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัดแบบเฉียบพลัน
6. เดินตรงไม่ได้ ทรงตัวไม่ได้
7. คลื่นไส้อาเจียน
8. อาจเกิดอาการชัก หรือหมดสติได้ อาการนี้ต้องรียนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาได้ทัน

การเป็นโรคไขมันในเลือดสูงร้ายแรงแค่ไหน

เนื่องจากการเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับตับเป็นปัญหาสุขภาพที่ทำให้ใครต่อใครทั่วทั้งประเทศ

เกิดการตายจากการที่มีไขมันที่อุตตันในเส้นเลือด  ซึ่งเหตุการที่ไขมันอุตตันในเส้นเลือดที่เรารู้จักนั้น ก่อให้เราเป็นความดันเลือดสูงขึ้นและซึ่งจะก่อให้เกิดสภาวะเส้นเลือดในสมองตีบตันได้

ทำให้ส่งผลเกิดการเป็นอัมพฤกษ์และอาจจะเป็นอัมพาตได้ ดังนั้นผลเสียที่ตามมาอาจจะทำให้เสียชีวิตก่อนควรที่จะเป็นส่วนที่จะสามารถทำให้สุขภาพร่างกายของเราแข็งแรงขึ้น สามารถห่างไกลกับโรคไขมันในเลือดสูงมีอะไรบ้าง

การควบคุมน้ำหนัก

ซึ่งเราสามารถทำได้โดยการไม่ให้ตนเองมีน้ำหนักที่เกินมาตราฐาน ซี่งหลักการของการคำนวนน้ำหนักที่ได้มาตราฐานนั้นสามารถทำได้ด้วยวิธี นำน้ำหนักตนเองไปหารกับส่วนสูงของตนเอง เนื่องจากทางการแพทย์ได้มีการบอกถึงรายละเอียดว่าหากผลที่ได้นั้นเกิน จะทำให้ผลเสี่ยงต่อโรคไขมันสูงมีมากขึ้น หรือเป็นได้ง่ายๆนั้นเอง และการเป็นโรคไขมันสูงนั้นจะมีโอกาศที่สูงมากที่จะเป็นโรคอ้วนนั้นจะทำให้มีผลข้างเคียงที่ก่อให้เกิดโรคอื่นๆตามมาอีกมากมาย

การออกกำลังกาย

สำหรับท่านที่ไม่เคยออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายบ้างเพื่อทำให้ร่างกายของท่านมีความแข็งแรง และควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมออยู่เป็นประจำ ซึ่งการขยับในแต่ละวันมันไม่เพียงพอต่อกระบวนการเผาพลานร่างกายของเรา ซึ่งเราสามารถทำได้ด้วยการเริ่มต้นดังต่อไปนี้

หากบุคคลที่ไม่เคยออกกำลังกาย สามารถเริ่มออกกำลังกายด้วยการเดินเป็นอันดับแรก แล้วต่อจากนั้นก็ให้เริ่มค่อยๆวิ่ง ตามสเต็ป การออกกำลังกายในแต่ละวันหรือใช้เวลาออกกำลังกายไม่ต่ำกว่า 30 นาทีในทุกๆวันหรือบ่อยครั้ง จะช่วยปรับสมดุลของไขมันในร่างกายของเรา ช่วยในเรื่องของการลดคอเลสตอรอล และยังช่วยเพิ่มไขมันชนิดดีที่มีชื่อว่า HDL ที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นจากตับได้ดีอีกนะ

ดังนั้นการออกกำลังกายจึงสามารถช่วยให้เราแข็งแรงได้โดยไม่เสียเงิน ซึ่งเราไม่ควรมองข้าม ถ้าหากว่าเราเองมีความต้องการที่จะหลีกหนีโรคไขมันในเลือดสูง เราควรเป็นอย่างยิ่งที่จะดูแลร่างกายของเราให้ดีและควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

แต่นั้นต้องดูอายุของเราด้วย มิใช่อายุสูงแต่หักโหมในการออกกำลังกาย มันไม่คุ้มกัน สิ่งที่เราควรตะหนักให้ดีในการออกกำลังกายนั้นก็คือการออกกำลังกายให้ถูกวิธีและให้เหมาะสมแก่วัยของตนเอง

การดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคเส้นเลือดในสมองตีบ

อัตราผู้เสียชีวิตด้วยโรคเส้นเลือดในสมองของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 3 คนต่อ 1 แสนคนต่อปี โรคเส้นเลือดในสมองเกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้สมองขาดเลือดโดยสมองส่วนนั้นจะลดประสิทธิภาพในการทำงานลงจนถึงหยุดทำงาน โดยอาการที่สมองหยุดทำงานนี้จะเกิดขึ้นเมื่อใดไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ แต่ทั้งนี้เราสามารถรู้ได้ว่าสมองของเรากำลังขาดเลือด ซึ่งจะมีอาการที่ฟ้องว่าเส้นเลือดในสมองตีบมีหลากหลายอาการ ส่วนใหญ่ คือ ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก

การดูแลตัวเอง

  • ในเรื่องอาหารนั้น คุณหมอหลายๆ ท่านจะแนะนำให้รับประทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน ที่จะเน้นทานอาหารที่มีกากใยสูงและไขมันต่ำ
  • ส่วนการพักผ่อนและออกกำลังกาย เพียงแค่ปฏิบัติให้พอดีและเหมาะสมต่อร่างกายแต่ละคนก็เพียงพอแล้ว
  • ถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีกคือควรไปตรวจสุขภาพประจำปีด้วย ก็จะสามารถช่วยป้องกันความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่งและทำให้เรารู้ตัวเตรียมพร้อมรับมือได้ทัน
  • สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงของการเกิดโรคอาจตรวจเฉพาะทางโดยตรวจคราบไขมันที่คอด้วยวิธีอัลตราซาวนด์ ซึ่งถ้าพบว่าคราบไขมันสะสมเยอะ โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นเส้นเลือดในสมองตีบก็มีมาก

นอกจากวิธีที่กล่าวมาข้างต้นแล้วก็อย่าลืมที่จะควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ พยายามลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน งดสูบบุหรี่ และต้องดูแลตัวเองให้ดีทั้งในเรื่องของอาหารการกิน การพักผ่อน และการออกกำลังกาย เมื่อรู้ถึงความน่ากลัวของโรคนี้แล้วไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ก็ต้องดูแลและรักษาสุขภาพให้ดี

ไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

ท่านทราบหรือไม่ว่านอกจากแอลกอฮอล์และยาที่เราทานอยู่ประจำ นอกจากจะทำร้ายไตของเราแล้วยังจะทำร้ายตับของเราเพิ่มอีกด้วย เพราะการที่เรากินยาหรืออาจจะดื่มแอลกอฮอล์บ่อยครั้ง ทำให้มีปริมาณมากที่สะสมอยู่ในร่างกายและด้วยเหตุนี้จึงทำให้ส่งผลที่เป็นอันตรายแก่ตับของเรา การเป็น ไขมันพอกตับ ก็เช่นกัน

ดังนั้นการดื่มหรือรับประทานยาที่มากจนเกินไปนอกจากจะส่งผลต่อไตของเราก็อาจจะทำให้ตับของเราแย่ลงโดยไม่รู้ตัวอย่างที่ทราบกันดีว่าตับของเราเป็นอวัยวะที่ประโยชน์ต่อร่างกายของเราและสำคัญมากอีกด้วย

ซึ่งอาจจะพูดได้เลยว่าตับของเรานั้นเป็นส่วนที่คอยสร้างสารที่สำคัญต่างๆ ตัวอย่างเช่น

ไข่ขาวเหนือ Albumin

ซึ่งจะมีหน้าที่คอยอุ้มน้ำให้คอยอยู่บนหลอดเลือดตลอดเวลา ซึ่งถ้าเกินไข่ขาวในเลือดก็จะต่ำและจะทำให้เกิดอาการบวมเท้าและท้องมานได้อีกด้วย เราพอจะทราบอยู่ว่าตับมีหน้าที่คอยผลิตน้ำดี และยังผลิตเกลือน้ำดีเอาไว้อีกด้วย เพื่อที่จะคอยช่วยย่อยสลายไขมันของเรา

เนื่องจากน้ำดีเหล่านี้ได้ผ่านกระบวนการและถูกขับถ่ายออกมาจากทางเดินของอาหารวึ่งส่งผลทำให้อุจระของเรามีสีออกไปทางสีเหลืองแต่ทว่าทางเดินน้ำดีมีการอุดตันขึ้นมาก็จะส่งผลทำให้สีอุจระของเราออกมาไปทางสีขาว

การสะสมพลังงานของร่างกายก็เป็นหน้าที่ของตับเช่นกัน อย่างเช่น Glucoseและวิตามินต่างๆที่สำคัญตับก็คือกลุ่มพลังงานที่ค่อนข้างมีขนาดที่ใหญ่ที่คอยช่วยสร้างพลังงานให้กับร่างกายของเราซึ่งจะทำหน้าที่คอยสลายสารอาหารให้กับร่างกายของเราตลอดเวลาอย่าสม่ำเสมอ

ถ้าหากตับของเรามีอาการไม่ดีจะส่งผลทำให้ร่างกายของเรานั้นแย่ลงซึ่งจะส่งผลให้เกิดอาการเพลียได้ ซึ่งหากใครที่มีอาการเพลียมากๆควรเช็คตับบ้างก็น่าจะดี

อาหารจำพวก ยา กาแฟ หรือเครื่องดื่มประเภทที่มีแอลกอฮอล์เป็นหน้าที่ของตับที่ต้องกำจัดไปเพราะร่างกายของเราไม่ต้องการซึ่งถ้ากินในปริมาณที่มากก็จะส่งผลให้ตับทำงานหนักมากยิ่งขึ้นเข้าไปอีกเพราะตับหน้าที่หลักของมันก็คือการทำลายพิษเหล่านั้น

ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าหากตับทำงานมากหรือหนักกว่าปกติจะส่งผลให้ตับของเราแย่ลงจนถึงพังได้ ดังนั้นการทานอาหารจึงเป็นเรื่องที่เราควรดูแลเอาใจใส่สักนิดเพื่อผลรวมในทางที่ดีแก่ร่างกายและช่วยให้ตับของเราทำงานน้อยลงก่อนที่จะสายเกินเยียวยา

 

ติดเชื้อในกระแสเลือด อันตรายแค่ไหน

สาเหตุของการติดเชื้อในกระแสเลือด
นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในปัจจุบันพบว่าจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดมากกว่า 50,000 คนต่อปี โดยสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตัวอย่างเช่น ติดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส การผ่าตัด ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยเด็ก ทารกแรกเกิด โดยการใส่อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งมีโอกาสติดเชื้อในกระแสเลือดสูง

ทั้งนี้เมื่อการติดเชื้อสามารถแพร่กระจายไปทั่วร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้อุณหภูมิในร่างกายไม่สม่ำเสมอ ระบบการเดินหายใจทำงานช้าลง และผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำอย่างรุนแรงจากการติดเชื้อในกระแสเลือดดังกล่าว มักส่งผลให้ภาวะการทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว หมดสติ และอาจทำให้เสียชีวิตได้

อันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อตกอยู่ในภาวะความดันโลหิตต่ำโดยการติดเชื้อในกระแสเลือด
รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำจากการติดเชื้อในกระแสเลือด มักมีอาการหนาว มีไข้สูง  มือและเท้าจะเย็น จังหวะหายใจเร็วขึ้น รู้สึกตัวช้าลง มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ผิวหนังอาจเกิดจุด ปัสสาวะน้อยลง เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะไม่เพียงพอ ส่งผลสู่ภาวะช็อก ในผู้ป่วยบางรายหากเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำร่วม แพทย์อาจให้ยาช่วยเพิ่มความดันโลหิต และต้องได้รับการรักษาเพื่อช่วยกระตุ้นให้หายใจได้ปกติ

ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดจากเชื้อโรคบางชนิดมีวิธีที่สามารถป้องกันได้โดย การฉีดวัคซีนในวัยเด็กให้ครบอย่างสม่ำเสมอ ส่วนผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่องควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ โดยงดสูบบุหรี่ ห้ามใช้สารเสพติด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ และควรระวังป้องกันตนเองเมื่อต้องอยู่ใกล้ผู้ป่วยที่เป็นโรคต่างๆ ทั้งนี้หากพบอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที

เลี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร

หนึ่งในมะเร็งที่ติด 1 ใน 10 มะเร็งที่คนไทยเป็นกันมากคือมะเร็งกระเพาะอาหาร ซึ่งข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (GLOBOCAN) 2018 ระบุว่า มะเร็งกระเพาะอาหารเป็นสาเหตุการตายอันดับที่ 3 ของการตายจากโรคมะเร็งทั้งหมดทั่วโลกและมีอุบัติการณ์เป็นอันดับที่ 5 ของโรคมะเร็งทั้งหมด โดยพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงและมักพบในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป เพราะฉะนั้นการใส่ใจตรวจสุขภาพ ไม่ละเลยความผิดปกติที่มาเยี่ยมเยือนร่างกาย และรู้เท่าทันโรคมะเร็งกระเพาะอาหารคือสิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจ

รู้จักมะเร็งกระเพาะอาหาร

กระเพาะอาหารเป็นส่วนหนึ่งของระบบย่อยอาหาร มีหน้าที่ย่อยและดูดซึมสารอาหารก่อนที่จะเคลื่อนต่อไปที่ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ สำหรับมะเร็งกระเพาะอาหาร (Gastric Cancer) เกิดขึ้นจากเซลล์เยื่อบุผิวด้านในกระจายมายัง
เยื่อบุผิวด้านนอก สามารถเกิดขึ้นหลายลักษณะ ได้แก่ เยื่อบุกระเพาะอาหาร มะเร็งต่อมน้ำเหลืองกระเพาะอาหาร มะเร็งเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน โดยเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุและหลายปัจจัย

ตัวการมะเร็งกระเพาะอาหาร

ตัวการที่ทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารมีหลายปัจจัย ได้แก่

1) การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter Pylori. (H.pylori) ซึ่งเชื้อแบคทีเรียตัวนี้เมื่อเข้าไปอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารจะสร้างสารพิษ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังเป็นแผลในกระเพาะอาหาร แผลในลำไส้เล็ก ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของเซลล์ กลายเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้ในที่สุด

2) การอักเสบเรื้อรังของกระเพาะอาหารจากอาหารที่กระตุ้นการอักเสบ ได้แก่

อาหารที่มีสารกลุ่ม Polycyclic Aromatic Hydrocarbon (PAH) ปนเปื้อน ส่งผลให้เสี่ยงต่อมะเร็ง พบในส่วนที่ไหม้เกรียมของอาหารปิ้ง ย่าง รมควัน
อาหารที่มีสารโพลาร์ (Polar Compounds) จากการใช้น้ำมันทอดซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง
อาหารที่มีสาร Acrylamide มักพบในอาหารอบกรอบ ทอด ปิ้ง คั่ว
อาหารที่มีสารไนโตรซามีน (Nitrosamine) พบในของหมักดอง อาหารกระป๋อง อาหารปิ้งย่าง อาหารเค็มจัด
อาหารที่มีสาร Heterocyclic Animes (HCAs) จากเนื้อสัตว์ที่ประกอบอาหารด้วยการผ่านความร้อน เช่น อบ ย่าง ต้ม หรือทอด เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหาร มากน้อยแตกต่างกันไปตามลักษณะของการให้ความร้อน
3) อายุ ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งเพิ่มโอกาสการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมากขึ้น

4) เพศ ผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง

5) การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารให้สูงขึ้น

6) เชื้อชาติ ชาวเอเชียพบมากกว่าชาวตะวันตก โดยเฉพาะญี่ปุ่น จีน เกาหลี

7) มะเร็งเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหรือมะเร็ง GIST จากความผิดปกติของเซลล์ในกระเพาะอาหารโดยไม่มีสาเหตุ

8) พันธุกรรม คนในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ทำให้มีความเสี่ยงสูงถึง 70%

9) ผู้ที่มีเลือดกรุ๊ป A มีความเสี่ยงมากกว่ากรุ๊ปอื่น 20%

10) ผู้ที่เคยได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหาร

อาการมะเร็งกระเพาะอาหาร

ผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารส่วนใหญ่มักพบว่าป่วยในระยะลุกลาม เนื่องจากในระยะเริ่มต้นของโรคมักไม่แสดงอาการใด ๆ จนกระทั่งอาการรุนแรงขึ้น

อาการในระยะยังไม่ลุกลาม ได้แก่

  • อาหารไม่ย่อย
  • ไม่สบายช่องท้อง
  • ท้องอืด
  • จุก
  • แน่นท้อง
  • คลื่นไส้
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำหนักลด
  • อาจปวดแสบปวดร้อนที่หน้าอก

อาการในระยะลุกลาม ได้แก่

  • อุจจาระสีดำ
  • เลือดปนในอุจจาระ
  • ปวดท้อง
  • อาเจียนเป็นเลือด
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • คลำได้ก้อนต่อมน้ำเหลืองที่แอ่งไหปลาร้าข้างซ้าย
  • ท้องบวมจากน้ำในช่องท้อง

การตรวจวินิจฉัย

วิธีการตรวจวินิจฉัยมะเร็งกระเพาะอาหารสามารถทำได้โดย

  • ซักประวัติและอาการต่าง ๆ ตรวจร่างกาย ตรวจดูลักษณะก้อนและสิ่งผิดปกติในช่องท้อง ตรวจหาต่อมน้ำเหลืองบริเวณไหปลาร้า
  • ตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ ตรวจเลือด ตรวจการทำงานของตับและไต เป็นต้น
  • เอกซเรย์กลืนแป้ง (double – contrast barium swallow) ตรวจความผิดปกติของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร
  • ส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (esophago – gastro – duodenoscope, EGD) เป็นวิธีที่แนะนำ เพราะทำให้เห็นภายในกระเพาะอาหารทั้งหมด ทำให้เห็นบริเวณที่ผิดปกติและตัดชิ้นเนื้อที่สงสัยไปตรวจหาเซลล์มะเร็งต่อได้ สามารถใช้ในการวินิจฉัยได้มากกว่า 95%
  • ส่องกล้องตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (endoscopic ultrasonography, EUS) ช่วยให้เห็นชั้นต่าง ๆ ของกระเพาะอาหารและความลึกของโรคมะเร็งที่ลุกลาม
  • ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง (computed tomography,CT) ช่วยให้เห็นพยาธิสภาพของกระเพาะอาหาร ตรวจดูการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะต่าง ๆ ในช่องท้อง
  • ตรวจหาการแพร่กระจาย โดยเอกซเรย์ปอด สแกนกระดูก ตรวจด้วย PET/CT Scan
  • ตรวจหาเชื้อ H.pylori โดยการส่องกล้องตัดชิ้นเนื้อ ตรวจสอบจากลมหายใจ ตรวจเลือด ตรวจหาภูมิคุ้มกัน

รักษามะเร็งกระเพาะอาหาร

การรักษามะเร็งกระเพาะอาหารทำได้โดยผ่าตัด ให้เคมีบำบัด และฉายรังสีรักษาขึ้นอยู่กับระยะ อาการ และความรุนแรงของผู้ป่วย

ในช่วงแรกที่มีอาการคล้ายโรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือแผลในกระเพาะอาหาร แพทย์จะให้รับประทานยาฆ่าเชื้อ หากอาการไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ หรืออาการกำเริบเมื่อครบ 6 – 8 สัปดาห์ของการรักษาจำเป็นจะต้องเข้ารับการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารเพื่อการรักษาในขั้นต่อไป

มะเร็งระยะเริ่มแรกที่ยังอยู่ที่ผิวเยื่อบุส่วนมากตัดออกโดยการส่องกล้องกระเพาะอาหาร ระยะเริ่มต้นของมะเร็งกระเพาะอาหาร แพทย์อาจทำการผ่าตัดส่วนที่เป็นมะเร็งออกไป โดยเป็นการผ่าตัดกระเพาะอาหารและการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่มีการกระจายของโรคมะเร็ง จากนั้นจึงให้ยาเคมีบำบัดหลังผ่าตัดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่เหลืออยู่หรือหยุดการเติบโตของเซลล์มะเร็งทั่วร่างกาย

ระยะลุกลามของมะเร็งกระเพาะอาหาร แพทย์จะทำการให้เคมีบำบัดเป็นหลัก ร่วมกับการฉายรังสีรักษาในบางครั้ง หากเกิดภาวะแทรกซ้อนจะใช้การผ่าตัดรักษา เช่น ก้อนมะเร็งอุดกั้นทางเดินน้ำดี เป็นต้น เพราะในระยะนี้หากแพทย์ใช้การผ่าตัดเพียงอย่างเดียว มะเร็งมีโอกาสกลับมาอีกมากกว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้ พร้อมกับการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง บางคนมะเร็งกลับเป็นซ้ำและลุกลามไปอวัยวะอื่น

การตรวจติดตามผู้ป่วยหลังทำการรักษามีความสำคัญมาก เพราะหากเกิดการเป็นซ้ำของโรค แพทย์จะสามารถตรวจพบและทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที ผู้ป่วยจึงควรมาตรวจตามนัดหมายอย่างสม่ำเสมอ

ป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร

  • กินร้อนช้อนกลางทุกมื้อ
  • กินผักผลไม้ให้ได้ครึ่งหนึ่งของปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ
  • เลี่ยงอาหารปิ้ง ย่าง หมัก ดอง เค็ม มัน
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ตรวจคัดกรองมะเร็งกระเพาะอาหารด้วยการส่องกล้องเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป
  • ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ตรวจคัดกรองโดยการส่องกล้องและตรวจหาเชื้อ Helicobacter Pylori เพื่อรักษา

อย่างไรก็ตามการตรวจพบมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะเริ่มต้นมีโอกาสหายได้ แต่คนส่วนใหญ่มักพบในระยะลุกลาม ดังนั้นการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีและตรวจคัดกรองมะเร็งกระเพาะอาหารเมื่อถึงวัยที่เหมาะสม หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย และดูแลสุขภาพให้แข็งแรง คือหนทางการดูแลป้องกันโรคมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะยาว